ใครที่คู่ควรกับคำว่าสุดยอดกุนซือ...
กุนซือ คือผู้วางแผน ให้คำแนะนำแก่พระราชาในยามปกติหรือในยามศึกสงคราม ถ้าเราเปรียบสนามฟุตบอลเป็นสนามรบ กุนซือก็คงจะหมายถึงผู้จัดการทีม
ผู้จัดการทีมฟุตบอล มีหน้าที่แตกต่างกันไปในแต่ละสโมสร บางแห่งให้สิทธิซื้อขายนักเตะ บริหารทีมในด้านฟุตบอลได้อย่างเต็มที่ แต่ในบางสโมสรผู้จัดการทีมมีหน้าที่คลุมเครือ จะส่งนักเตะลงก็มีใบสั่งจากผู้มีอำนาจ จะซื้อใครก็ไม่ได้ตามใจหวัง ซึ่งทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้บริหารสโมสร
ผู้จัดการทีม(ต่อจากนี้ขอใช้คำว่ากุนซือแทน) จะเก่งหรือไม่เก่ง ความจริงก็ดูกันยากพอสมควร เนื่องจากผู้จัดการทีมมีโจทย์ที่แตกต่างกัน ทรัพยากรที่มีอยู่ก็แตกต่างกัน การเอามาเปรียบเทียบก็นับว่ายากพอดู
ดังนั้นสิ่งที่น่าจะชัดเจนที่สุดในการวิเคราะห์ความเก่งกาจหรือความสุดยอดของกุนซือก็คือ การนำทีมนอกสายตา ให้เป็นแชมป์ได้นี่แหละ อย่าลืมว่าการแข่งรายการต่างๆ ไม่ได้แข่งกันวันเดียว แต่เล่นกัน7-8 เดือน กว่าจะได้แชมป์กัน ทีมเล็กที่มีขนาดทีมเล็กกว่าทีมชื่อดังจึงยากที่จะประสบความสำเร็จ
ตอนนี้หลายคนคงพอจะเดาได้ว่าผมกำลังพูดถึงใคร ...เขาคือ โชเซ่ มูรินโญ่ นั่นเอง
ท้าวความถึงสมัยเป็นนักเตะ เขาก็ไม่ได้จัดว่าเป็นนักเตะที่มีความเก่งกาจอะไร และจบชีวิตการค้าแข้งในระยะเวลาสั้นๆ แต่อาชีพที่สร้างชื่อให้กับเขาจริงๆก็คือการเป็นผู้จัดการทีม
เขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นผู้ช่วย และได้มีโอกาสเป็นผู้ช่วยของกุนซือระดับแนวหน้าของยุคนั้นก็คือ เซอร์บ็อบบี้ ร็อบสัน และหลุย ฟาน กัล ซึ่งทำให้เขาได้รับประสบการณ์ในการคุมทีมที่สามารถนำมาใช้ในอนาคตอย่างมาก
งานแรกในฐานะกุนซือของเขาเป็นงาน”ขัดตาทัพ”ให้กับ เบนฟิก้า ทีมใหญ่ในโปรตุเกสในปี2000 แต่คุมทีมได้ไม่นาน ก็โดนปลดเพื่อให้ผู้จัดการทีมถาวรที่สโมสรเห็นสมควรมาคุมทีมต่อไป
หลังจากว่างงานได้ไม่นาน “เลอเรีย” สโมสรระดับกลางตารางก็ได้ให้งานกับกุนซือหนุ่มผู้นี้ และเขาก็ไม่ได้ทำให้สโมสรผิดหวังด้วยการพาทีมจบฤดูกาลที่อันดับ 5 เหนือว่าเบนฟิก้า ทีมเก่าซะอีก
จากนั้นชีพจรก็ได้ลงเท้าพากุนซือหนุ่มผู้นี้ให้มาอยู่กะปอร์โต้ ซึ่งในขณะนั้น กำลังหมดลุ้นไปบอลยุโรป เขาชุบชีวิตสโมสรแห่งนี้ด้วยสถิติอันยอดเยี่ยม พาทีมไปลุยยูฟ่าคัพ พร้อมกับให้สัญญาว่าเขาจะพาทีมไปลุยยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีกให้ได้ และอย่างที่รู้ๆกัน ทีมของเขาได้ทั้งแชมป์ยูฟ่าคับ และปีถัดมาเขาก็ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก
เขาขึ้นเหนือสู่อังกฤษ ไปอยู่กับทีมเงินหนา อย่างเชลซี โดยทำให้เชลซีได้แชมป์พรีเมียร์ ลีกและลีกคัพ อย่างละ 2 สมัย คอมมูนิตี้ ชิลและเอฟเอ คัพ อีกอย่างละ 1 สมัย
จากนั้นด้วยการที่มีความขัดแย้งกับประธานสโมสร บวกกับทีมมีผลงานที่ไม่ดีเท่าไร ทำให้เขาต้องระเห็จออกไป และว่างงานอยู่พักนึง ก่อนจะไปที่อินเตอร์ มิลาน และจบฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ลีก หรือสคูเด็ตโต้
นี่คือประวัติโดยย่อของยอดคนผู้ที่เรียกตัวเองว่า “สเปเชียลวัน “ ซึ่งก็น่าจะเหมาะสมดีกับผลงานที่กุนซือหนุ่มวัย46ปีผู้นี้ทำมาตลอดอาชีพ
เขามีทักษะในการบริหารทีมเป็นอย่างดีด้วยด้วยการให้"ใจ"กับนักเตะของเขา เห็นได้ชัดเมื่อทีมพ่ายแพ้ เขานี่แหละที่อยู่เคียงข้างนักเตะทุกคน
ปรัชญาการทำทีมที่เน้นเกมรับที่แข็งแกร่งบวกกับการโต้กลับอันทรงประสิทธิภาพ ได้นำพาทีมปอร์โต้ ม้านอกสายตา ไปเข้าป้ายถ้วยแชมป์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ถึงแม้จะมีคนค่อนคอดว่าชนะได้เพราะโชคแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าฝีมือของเขาเองนี่แหละเป็นส่วนสำคัญที่นำพาทีมมาได้ขนาดนี้
การนำเชลซีที่ไม่ได้แชมป์ลีกมากว่า 50 ปีให้ได้แชมป์ให้สำเร็จ ด้วยการเล่นอันเหนียวแน่น แพ้ยาก
ถ้าจะมีจุดด่างพร้อยในชีวิตของเขา ก็น่าจะเป็นการที่เขาพาเชลซีเป็น แชมป์แชมเปี้ยนส์ลีก ไม่ได้นี่แหละ
มูรินโญ่มักจะถูกวิจารณ์ถึงการเล่นที่ไม่สวยงาม แต่เขาก็ไม่แคร์ เพราะปรัชญาของเขาคือการนำทีมให้”ชนะ”
อีกอย่างที่ถูกวิจารณ์อยู่เสมอคือความแข็งกร้าว...ที่ทำให้เขาต้องออกจากเชลซี ทำให้ผู้ตัดสินหนึ่งคนต้องลาออก ทำให้เขาเป็นศัตรูกับผู้จัดการทีมหลายคนที่ทีมเขาต้องต่อสู้ด้วย
สุดท้าย...แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นที่รักของคนในโลกฟุตบอลมากนัก แต่ก็ไม่มีสโมสรไหนที่จะกล้ามองข้ามความสามารถของ”สุดยอดกุนซือ”หนุ่มผู้นี้ เรียกได้ว่าถ้าทีมใหญ่ทีมไหนคิดจะหากุนซือคนใหม่ละก็ มูรินโญ่นี่แหละตัวเลือกแรก....
_________________
การทำให้ตัวเองดูดี...
ไม่จำเป็นต้องทำให้คนอื่นดูแย่ก็ได้...